ใครว่าโลกกลม

Written by 

เรียน   รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา ดำรงเกียรติศักดิ์

  •   นับแต่วันที่อาจารย์มอบหมายให้อ่านหนังสือ โดยมีตัวเลือกให้พวกเราชาว DC13 ตัดสินใจ จำนวน 3 เล่มนั้น กระผมอยากจะเลือกอ่านงานเขียนของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี เพราะติดตามงานเขียนเล่มที่หนึ่งมา แต่มีเหตุผลประการสำคัญที่อาจารย์ได้เอ่ยวาจาไว้เพียงสั้นๆจนทำให้กระผม เปลี่ยนใจและตัดสินใจอ่าน โลกแบน: ประวัติศาสตร์ย่อแห่งศตวรรษที่ 21 คือ ใครอยากฉลาดรู้อนาคตให้อ่านเล่มนี้
  •   เมื่อวางหนังสือหลังจากที่อ่านครบทั้ง 297 หน้า ผมระลึกนึกถึงอาจารย์ทันที จริงดังอาจารย์ว่า ใครอ่านเล่มนี้อย่างน้อยต้องฉลาดบ้างไม่มากก็น้อย ผมสนุกสนานกับการเดินทางจากทิศตะวันตกไปจนถึงตะวันออกของผู้เขียน สนุกสนานกับความรู้ทั้งด้านตัวเลข เศรษฐศาสตร์ การเมือง การทหาร และเทคโนโลยีจากความสามารถของผู้เขียน และเชื่อมั่นในผลงานเขียนได้อย่างสนิทใจ เพราะทุกเรื่องราวต่างมีเอกสารอ้างอิงแหล่งที่มา ตลอดจน ชื่อบุคคลต่างๆล้วนแต่เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก สิ่งหนึ่งที่มิอาจพลาดได้เลย คือ เห็นการเจริญเติบโตของวงการเทคโนโลยีสารสนเทศของโลก นับแต่เป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จนถึงการพัฒนาซอฟแวร์ด้วยสังคมออนไลน์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยเหตุผล 6 ประการจาก 10 ประการที่ทำให้โลกของเราแบนลงและนีเป็นส่วนหนึ่งที่สะกดคิด สะกิดใจ มีรายละเอียดดังนี้
  •   "คุณวิเศษประการหนึ่งของหนังสือที่ยิ่งใหญ่ คือ การทำให้เราได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในมุมมองใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยรู้มาก่อน หรือเคยเข้าใจอย่างผิดๆ ในข้อนี้ ฟรีดแมนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี"   คำนิยม โดย โจเซฟ อี. สติกกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล จากผลงานการสร้างหลักการทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยข้อมูล, The New York Times,2548
  • The World Is Flat ประพันธ์โดยโทมัส แอล. ฟรีดแมน นักหนังสือพิมพ์เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์มีผลงานปรากฎใน The New York Time มีผลงานสร้างชื่ออย่างหนังสือ From Beirut to Jerusalem ได้รับรางวัล National Book Award สาขา nonfiction
  • ในปี 2548 The World Is Flat ได้รับรางวัล Financial Times and Goldman Sachs Business Book of the Year Award โทมัส แอล. ฟรีดแมนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน America"s Best Leaders โดย U.S. News & World Report อีกด้วย
  •   สำหรับผู้แปลหนังสือเล่มนี้ คือ รอฮีม ปรามาท หนึ่งในนักเขียน/นักแปล ที่ผู้อ่านถามถึง และรอคอยผลงานมากที่สุด กล่าวกันว่าผลงานของเขาล้ำ และโดนทุกเล่ม และยังคงขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งประวัติย่อของกาลเวลา นาโนเทคโนโลยี นวัตกรรมจิ๋วปฏิวัติโลก ก้าวพ้น กรอบไอน์สไตน์ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ อาณาจักรล่องหน ฯลฯ บางคนเปรยว่า ไม่รู้ว่าสมองของเขาทำด้วยอะไร สามารถเขียนและแปลเรื่องที่ยากยิ่งให้เข้าใจได้ง่าย และอ่านสนุก  

สรุปสาระสำคัญ

  •   ความหมายของ The World Is Flatผู้เขียนอธิบายว่า ในปีคริสตศักราช 1492 เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินเรือเพื่อหาเส้นทางไปทวีปอินเดีย แต่ด้วยความผิดพลาดโดยบังเอิญไปพบทวีปอเมริกา โคลัมบัสมีประสบการณ์เดินทางในครั้งนั้นว่า โลกกลม แต่ในปัจจุบันยุคโลกาภิวัฒน์ อินเดียกลายเป็นศูนย์กลางของ Business Process Outsourcing (BPO) ให้บริการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการรับเขียนซอฟแวร์ กรอกแบบภาษี วิเคราะห์ผล X-ray ติดตามกระเป๋าเดินทางที่สูญหายให้แก่สายการบิน โดยให้บริการแก่บริษัทต่างๆทั่วโลกผ่านทางอินเตอร์เน็ต ส่วนประเทศจีนมีแรงงานที่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นหลายพันคนกำลังให้บริการแก่บริษัทต่างๆของประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนาเอง รูปปั้น Virgin of Guadalupe ที่ชาวเม็กซิกันนับถือและวางขายอยู่ในประเทศเม็กซิโกนั้น ล้วนแล้วแต่ผลิตในประเทศจีน ประสบการณ์ต่างๆเหล่านี้เปรียบเสมือนว่า ปัจจุบันเราอยู่ในโลกที่แบน และผลที่เกิดขึ้น คือ การเผชิญหน้ากันในสนามแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน

ก่อนจะเริ่มอ่านหนังสือ The World Is Flat ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวอยู่ 4 ประการ คือ

1.  โลกแบนจริงหรือ

2.  อะไรคือโลกาภิวัฒน์ 3 ยุค

3.  พลัง 10 ประการที่ทำให้โลกแบน

4.  อ่านแล้วจะได้อะไร

1.โลกแบนจริงหรือ

        โลกแบบตามทัศนะของโทมัส แอล. ฟรีดแมน คือ การที่โลกปัจจุบันมีข้อจำกัดต่างๆน้อยลง มีการผสมผสานรวมกันมากขึ้น อาจเปรียบเทียบได้กับโลกถูกกดทับให้แบนด้วยแรงต่างๆ ทำให้ภูเขาสูงที่บดบังวิสัยทัศน์ และปิดกั้นโอกาสต่างๆได้ถูกทำลายลง ทุกสรรพสิ่งบนโลกต่างมีโอกาสแข่งขันกันได้มากขึ้นหรือโลกแบนในทัศนะของโทมัส แอล. ฟรีดแมน อาจจะหมายถึง การผสมผสานระหว่างประเทศกับประเทศ รัฐกับรัฐ เมืองกับเมือง คนกับคน โดยมีข้อจำกัดน้อยลง

2.โลกาภิวัฒน์ 3 ยุค

           โทมัส แอล. ฟรีดแมน จำกัดคำขึ้นมา คือ โลกาภิวัฒน์ 1.0 2.0 และ3.0 โดยอาจมีนัยแฝงอยู่เกี่ยวกับการเปลี่ยนของคำว่า โลกาภิวัฒน์ ในแต่ละยุคแต่ละช่วง

  • โลกาภิวัฒน์ 1.0 (ค.ศ.1429-1800) อาจจะหมายถึง เรื่องราวการสำรวจโลกด้วยการเดินทางรอบโลก เพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการค้า เพื่อความได้เปรียบของประเทศผู้ล่าอาณานิคม เรียกว่าเป็นช่วงของการขยายอำนวจเพื่อสร้างอิทธิพล อำนาจให้แผ่กระจายออกไป
  • โลกาภิวัฒน์ 2.0 (ค.ศ.1800-2000) อาจจะหมายถึง ช่วงเศรษฐกิจถดถอย การล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ค่าขนส่งต่ำลงจากการมีรถไฟ เครื่องจักรไอน้ำ และมาทะยานจนสร้างความน่าสนใจให้แก่โลกาภิวัฒน์ 2.0 คือ ผลการรวมเทคโนโลยีหลายประเภท เช่น โทรศัพท์ โทรเลข เคเบิลใยแก้วนำแสง เป็นต้น
  • โลกาภิวัฒน์ 3.0 (ค.ศ.2000 เป็นต้นมา) อาจจะหมายถึง เวลาแห่งการแข่งขันกันอย่างเสรีผ่านโลกเทคโนโลยีที่ทำให้การสื่อสารกลายเป็นเรื่องที่ง่าสย สะดวกและรวดเร็ว

3.พลัง 10 ประการที่ทำให้โลกแบน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงกดทับโลกจนแบนหรือการพังทะลายของโลกกลมสู่ยุคโลกแบน คือ

1.การพังทะลายกำแพงเบอร์ลิน

การพังทะลายของกำแพงเอบร์ลินเป็นเหมือนการปลดปล่อยพลังงานที่ถูกขังอยู่ ภายในอาณาจักรคอมมิวนิสต์มานานเป็นการเปลี่ยนสมดุลไปสู่โลกแห่งเสรี ประชาธิปไตยและการค้าเสรี นับเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมด้วยชัยชนะของฝ่ายทุน นิยม

2.การเปิดตัวของเน็ตสเคป

การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมระบบจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสู่ยุคอินเตอร์เน็ต ส่งผงให้เกิดเหตุการณ์สำคัญ คือ การเจริญเติบโตของอีเมล์และเว็บบราวเซอร์ที่สามารถหาข้อมูลที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตมาแสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Window95 ที่สามารถสนับสนุนระบบอินเตอร์เน็ตได้ในตัวระบบปฏิบัติการเอง

3.Work flow software

การเกิดขึ้นของซอฟแวร์ส่งผลให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น มีการติดต่อสื่อสารได้สะดวก รวดเร็วมากขึ้น แต่ปัญหาในยุคแรก คือ ยังไม่มีซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ที่จะมาสนับสนุน เพื่อให้การทำงานไหลลื่น จำเป็นต้องใช้ซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ระบบเดียวกันจึงจะสามารถติดต่อสื่อสารกัน ได้

อย่างไรก็ตามในช่วงปลายคริสตศักราช 1990 มีการพัฒนาโปรแกรมให้สามารถทำงานร่วมกันผ่านอินเตอร์เน็ต โดย Work flow software คือ การทำให้คอมพิวเตอร์สื่อสารกันเองได้ โดยผู้ใช้บอกเพียงสิ่งที่ต้องการ แล้วคอมพิวเตอร์จะไปหาผู้ช่วยมาช่วยทำงานจนสำเร็จ

4.Open-Sourcing

  ตัวอย่างของการพัฒนาซอฟแวร์อย่างอิสระ คือ โปรแกรม Apache (อาปาเช่) เป็น Shareware ที่เกี่ยวกับ e-commerce ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทางอินเตอร์

  Apache เกิดจากการพัฒนาซอฟแวร์จากผู้คนในโลกอินเตอร์จากทั่วทุกมุมโลก จำนวนหลายพันคนมาร่วมพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมา ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดตัวอย่างหนึ่งของ Open-source movement ที่ไม่ได้จำกัดเพียงการพัฒนาคอมพิวเตอร์เท่านั้น คำว่า Open-source เกิดจากแนวคิดของกลุ่มคนที่เปิด source code ไว้ เพราะถือเป็นหัวใจของโปรแกรมแต่ละโปรมแกรม เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ได้บนอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ใครก็ได้สามารถเข้ามาปรับปรุง และเปิดโอกาสให้ไปใช้งานได้ฟรี โดยมี Open-source movement อยู่ 2 กระแสหลัก คือ

  1.การแชร์ความรู้ (intellectual commons movement) คล้ายคลึงกับระบบเครือข่ายทางวิชาการ เพียงแต่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถเข้าร่วมได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ อาทิ การเขียนเว็บบล๊อกหรือการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งของสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถส่งข้อมูลเกี่ยวกับทุกเรื่องเข้ามาเพิ่มเติมได้อยู่ตลอดเวลา

  2.การร่วมกันพัฒนา free soft เป้าหมาย คือ การเปิดให้มีผู้เข้าร่วมกันเขียน ปรับปรุง เผยแพร่โปรแกรมออกสู่ผู้ใช้โดยไม่คิดเงิน ส่งผลให้ปัจเจกบุคคลมีพลังเพิ่มมากขึ้น ด้วยการร่วมมือกับใครในโลกนี้ก็ได้ ตัวอย่างของ Open-source free software ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จที่สุด จนบริษัทมหาอำนาจอย่างไมโครซอฟท์ยังต้องเหลียวมาดู คือ ระบบปฏิบัติการ Linux Operating System (ระบบปฏิบัติการ  ลีนุกส์) หรือที่กำลังโด่งดังในส่วนของเว็บบราวเซอร์ คือ Firefox

5. Outsourcing

  Outsourcing คือ การมอบหมาย การจ้างให้ผู้อื่นที่อยู่นอกหน่วยงานมาทำงานบางอย่างแทนเรา เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ เช่น การวิจัย ศูนย์โทรศัพท์ การติดตามทวงหนี้ทางโทรศัพท์ เป็นต้น ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า Outsourcing เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันแบบหนึ่ง

  ผู้เขียนหยิบยกกรณีประเทศอินเดียให้เห็นตัวอย่างจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการ Outsource ว่า ความเจริญเติบโตของประเทศอินเดียเกิดจากวิสัยทัศน์อันแหลมคมของผู้นำในอดีต โดยการมุ่งเน้นส่งเสริมการศึกษาของประชาชนด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและแพทยศาสตร์ เริ่มจากการก่อตั้ง Indian Institutes of Technology ของอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย จากการที่ประเทศอินเดียมีประชากรกว่า 1 พันล้านคน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา จนกระทั่งมีนักศึกษาระดับชั้นหัวกะทิจบมาได้

  การส่งเสริมคนอย่างต่อเนื่องของประเทศอินเดีย คือ การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต รอเพียงจังหวะ โอกาสที่เหมาะสม จวบจนโอกาสทองของนักศึกษาอินเดียมาถึง คือ การที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเร่งนำคนจบด้าน IT จากประเทศอินเดียเข้าทำงาน เพื่อป้องกันปัญหา Y2K ที่คาดกันว่าจะเกิดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเมื่อโลกก้าวสู่สหัสวรรษใหม่

  วันที่ 15 สิงหาคม ถือเป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศอินเดีย วินาทีที่โลกก้าวเข้าสู่สหัสวรรษที่ 3 อาจถือได้ว่าเป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศอินเดียด้วยเช่นกัน

6. Offshoring

  Offshoring แตกต่างกับ Outsourcing ตรงที่ Outsourcing ให้คนอื่นทำงานให้เฉพาะบางอย่าง แต่ Offshoring เป็นการยกโรงงานทั้งโรงงานไปไว้ยังประเทศอื่น ด้วยเหตุผลด้านแรงงานราคาถูก ภาษีที่ต่ำกว่า การได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศที่ไปตั้งโรงงาน หรือต้นทุนทางด้านการดูแลสุขภาพ

  การก้าวสู่องค์การการค้าโลกของประเทศจีน ส่งผลให้ Offshoring กลับมาเป็นเรื่องสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

7. Supply-Chaining

  Supply-Chaining คือ การร่วมมือกันทำงานรูปแบบหนึ่งระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้าปลีกและลูกค้าในการสร้างมูลค่าเพิ่ม บริษัทที่นำการบริหารงานแบบห่วงโซ่อุปทานได้ดีแห่งหนึ่ง คือ Wal-Mart บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่และมีกำไรสูงที่สุดในโลก ตัวอย่างของห่วงโซ่อุปทานที่ Wal-Mart นำมาใช้ เช่น การให้ผู้ผลิตขับรถส่งของมาให้ที่สาขา เพื่อความสะดวกและประหยัด ทำให้ Wal-Mart ตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Centre) ขึ้นมาเป็นจุดๆ เพื่อให้ผู้ผลิตทุกรายขนสินค้ามาส่งรวมกันที่ศูนย์กระจายสินค้า เมื่อสินค้ามารวมกันแล้วจึงจะกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆต่อไป

  การดำเนินการเช่นนี้ แม้จะทำให้ Wal-Mart มีต้นทุนจากการขนส่งเพิ่มมากขึ้น แต่ Wal-Mart สามารถลดจำนวนเงินที่ต้องสูญเสียไปกับผู้ค้ารายย่อยทุกๆเจ้าได้ และเมื่อหักลบกลบหนี้ พบว่า มีกำไรเพิ่มขึ้นอีก 2 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ 3 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ

8. Insourcing

  บริษัทขนส่งสินค้าและพัสดุอย่าง FedEx หรือ UPS ไม่ใช่เพียงรับจ้างขนสินค้าจากต้นทางจนถึงมือผู้รับเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างๆทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน เช่น UPS เคยรับจ้างขนคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของบริษัทโตชิบาไปยังศูนย์ซ่อม แต่ใช้เวลานานมากกว่าที่ UPS จะรับเครื่องเพื่อเอาไปส่ง และต้องไปรับมาส่งคืนลูกค้า ส่งผลให้การบริการไม่เป็นที่พอใจแก่ลูกค้า

  UPS จึงให้โตชิบาบอกลูกค้าว่า เครื่องเสียส่งซ่อมที่ UPS แล้ว UPS จะส่งคืนมาให้ แต่ความเป็นจริง คือ เมื่อลูกค้ามาส่งซ่อมแทนที่ UPS จะส่งไปยังศูนย์ซ่อมโตชิบา แต่ UPS ให้พนักงานที่ได้รับการรับรองจากโตชิบาเป็นผู้ซ่อมเอง และส่งกลับคืน ประโยชน์ที่ได้รับ คือ

  1.ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น

  2. UPS มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการซ่อม

  3.โตชิบาไม่ต้องเสียต้นทุนค่าขนส่งและซ่อมเครื่องเอง

Insourcing เกิดขึ้นได้เมื่อบริษัทหนึ่งๆสามารถมองเห็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่ตนจะขายสินค้าดีราคดีมากขึ้น ผลิตสินค้าได้ต้นทุนต่ำลง หรือซื้อวัตถุดิบได้ถูกลง

9. In-forming 

  คือ การที่คนสามารถหาข้อมูลความรู้และติดต่อสื่อสารกันได้ง่าย (be informed) ทางอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Google, Yahoo, MSN

  ผู้เขียนมองว่า in-forming คือ การที่คนๆหนึ่งสามารถประยุกต์ใช้แนวความคิดเรื่อง open-sourcing, outsourcing, insourcing, supply-chaining และ offshoring ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง

10. The Steroid 

  คือ การพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลไร้สาย โดยผู้เขียนเรียกว่า steroid เพราะมันช่วยเพิ่มพลังเสริมแรงทั้ง 9 ข้อข้างต้น ช่วยให้โลกแบนเร็วมากขึ้น

Triple Convergence

  การประสานกัน 3 ประการ ที่เอื้อความสามารถในการแข่งขันให้แก่ปัจเจกบุคคล

Convergence 1

การผสานรวมกันของเทคโนโลยี workflow software และ hardware เช่น บริษัทนิก้ามินอลต้า สามารถผลิตเครื่องมือที่สามารถสแกนภาพส่งอีเมล์ พิมพ์งาน ส่งแฟกซ์ และถ่ายเอกสารได้ในเครื่องเดียวกัน

ผลกระทบของ คือ การเกิดขึ้นของสังคมเศรษฐกิจของโลกไร้พรมแดนที่มีระบบอินเตอร์เน็ตเป็นแรงขับเคลื่อน ส่งผลให้เกิดความร่วมมือกันทั้งการแบ่งปันความรู้ และการทำงานของปัจเจกบุคคลหลายรูปแบบได้ในเวลาเดียวกัน โดยปราศจากอุปสรรคทั้งทางภูมิศาสตร์ ระยะทางหรือแม้แต่ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร

Convergence 2

  การผสานรวมกันของเทคโนโลยี Convergence1มาประยุกต์เข้ากับวิธีการทำงาน ทำให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆที่เพิ่มผลผลิต (productivity) สูงขึ้น อันเกิดมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี และวิธีการทำงานต่างก็มีส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน นั่นอาจหมายถึง การทำงานใหม่ๆสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มากขึ้น และนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆได้หลากหลายขึ้น

ผู้เขียนสังเกตุว่า สายการบังคับบัญชา สำหรับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้เปลี่ยนแปลงจากแนวตั้งที่มุ่งเน้นการสั่งการและการควบคุมไปเป็นแนงนอน คือ เน้นการทำงานแบบร่วมมือกันให้มากขึ้น

Convergence 3

  หมายถึง การที่ประชากรในประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกาและเอเชียกลาง รวม 3 พันล้านคน มีโอกาสร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

  ดังนั้น เมื่อพิจารณาทั้งสามประสาน ร่วมกันแล้วจะพบว่า โลกปัจจุบันนมีสิ่งกีดขวางในการดำเนินกิจกรรมทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมน้อยลง ทำให้ประชากรจากส่วนต่างๆของโลกที่แต่เดิมมีโอกาสน้อยกว่าประชากรในประเทศอุตสาหกรรมดั้งเดิม มีโอกาสแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้น โดยอาศัยกระบวนการการร่วมมือกันและเทคโนโลยี ถือเป็นแรงสำคัญต่อการกำหนดลักษระของสังคมเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21

4.อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วได้อะไร?

  หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ The World Is Flat ประพันธ์โดยโทมัส แอล. ฟรีดแมน ผมได้มองเห็นถึงแง่มุมต่างๆของการเขียนหนังสือหรือการค้นหาความจริงบางประการ โดยจะขอนำข้อมูลการวิเคราะห์จากทฤษฎีกระบวนทัศน์การเล่าเรื่อง หลังจากได้ร่ำเรียนในวิชา การวิจัยทางการสื่อสาร 1 คือ การศึกษาเรื่อง  กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อเผยแผ่ธรรมะผ่านหนังสือของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี มาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ว่า อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วได้อะไร

1.  เหตุการณ์ (events)

การเล่าเรื่องของโทมัส แอล. ฟรีดแมนมีความน่าใจโดยลำดับเหตุการณ์ความสำคัญเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงแรกเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นถึงเหตุการณ์ต่างๆที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องโลกแบน ช่วงที่สองคือ เหตุผลสนับสนุนว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เชื่ออย่างนั้น และช่วงสุดท้าย คือ จะเกิการเปลี่ยนอย่างไรต่อไปในอนาคต

2.  ตัวละคร (character)

การนำเสนอตัวละครต่างๆมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง และนำเสนอแง่มุมเชิงลึกของตัวละครจากการสัมภาษณ์เชิงลึก มองเห็นถึงความตั้งใจในการแสวงหาข้อมูล เพื่อมาสนับสนุนงานเขียนของตนเองให้มีน้ำหนักมากขึ้น

3.  ฉาก (setting)

แม้นว่า ฉากของการเล่าเรื่องจะกระโดดข้ามทวีปอยู่บ้าง แต่การลำดับความมีความน่าสนใจตรงที่การเดินทางจากสหรัฐอเมริกามาสู่อินเดีย จีน ยุโรป ผู้เขียนพยายามอธิบายฉากของเรื่องได้อย่างน่าสนใจ อธิบายถึงลักษณะของฉากได้อย่างเห็นภาพ เช่น ฉากของโรงงานต่างๆในอินเดียว หรือ การทำงานในจีน

4.  ความสัมพันธ์ในแง่ของเวลา (temporal relations)

ผู้เขียนพยายามเล่าเรื่องนับแต่การเดินทางของโคลัมบัส และพยายามผูกเงื่อนไขของคำว่า โลกกลม เพื่อให้รู้สึกว่า ความเชื่อที่คนเคยค้านโคลัมบัสว่า โลกแบนนั้นเป็นจริง คือ การสื่อสารได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง

5.  ความสัมพันธ์ในแง่ของเหตุและผล (causal relations)

การเล่าเรื่องของการเล่าเรื่องของโทมัส แอล. ฟรีดแมนล้วนแต่มีการเริ่มต้นจากผล ผลจากการที่มีการโอนย้ายงานไปอินเดีย ผลจากการที่คนว่างงาน แล้วจึงเล่าเรื่องว่า เป็นเพราะเหตุใด

6.  ความคิดหลัก (themes)

การเล่าเรื่องในครั้งนี้ ผู้เขียนต้องการสื่อสารถึงการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว และสามารถสร้างความร่วมมือกันในด้านต่างๆได้ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก ประกอบกับชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความร่วมมือกันในด้านต่างๆทั้งสังคม เศรษฐกิจ โดยมีการร่วมมือกันหลากหลายรูปแบบ และนั่นคือ การสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจในสภาวการณ์แข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป ดังเช่น การล่มสลายของระบบสังคมนิยมสู่ระบบทุนนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

7.  ผู้เล่าเรื่อง (narrator)

โทมัส แอล. ฟรีดแมน มีความตั้งใจเขียนดยการเก็บข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลอ้างอิง แต่ในข้อเท็จจริงนั้น เขาได้สอดแทรกมุมมอง ความคิดของตนเองเข้าไปได้อย่างกลมกลืน ไม่รู้สึกว่า นี่คือข้อเท็จริง สิ่งไหน คือ ข้อคิดเห็นของเขา นอกจากนี้ เขายังเป็นคนช่างสังเกต ช่างจดจำ และช่างสงสัยในเรื่องราวต่างๆ และเป็นคนที่พร้อมจะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆอยู่เสมอ

โอกาสนี้ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้ผมได้อ่านหนังสือดีๆ ดีระดับโลก 1 เล่ม ซึ่งมันสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงาน ไม่แน่การก่อกำเนิดเกิดขึ้นของโลกแบนอาจจะเกิดประเทศใหม่อย่าง Chindia คือ China+India ตามคำทำนายของคุณนิติภิม นวรัตน์ก็เป็นได้ และหนังสือเล่มนี้ สนับสนุนแนวคิดคลื่นลูกที่สามของอัลวิน ทอฟเลอร์ (Alvin Trofler) ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะต่างชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปของโลกในแง่มุมต่างๆผ่านมุมมองจากประสบการณ์

ผมต้องขอบพระคุณที่อาจารย์กรุณาแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ครับ ขอบคุณอาจารย์มา ณ โอกาสนี้

นายสุดปฐพี เวียงสี

Read 17551 times
สุดปฐพี เวียงสี

"ผมเดินทางเป็นวิทยากรทั่วประเทศ ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนที่วิเศษมาจากไหน ผมเดินทางตามความฝันของตนเอง ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ ผ่านตำราวิชาการที่ซื้ออ่าน ผ่านการพูดคุยกับผู้คน เก็บไว้ก็มีแต่จะเลือนหายไปไม่มีประโยชน์ จึงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่ได้อ่าน สิ่งที่ได้เห็น ชีวิตที่เป็นกับผู้สนใจใคร่รู้"

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated. HTML code is not allowed.